ความหมายและพัฒนาการของอินเทอร์เน็ต

                                                                                                                                                                             1.  ความหมายและพัฒนาการของอินเทอร์เน็ต

                                                                                                                                                                                                                                                      อินเทอร์เน็ต (Inte     rnet)  เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
ทั่วโลก สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ โดยใช้มาตรฐานในการรับส่งข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว หรือที่เรียกว่า
โปรโตคอล (Protocol) ซึ่งโปรโตคอล ที่ใช้บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีชื่อว่า ทีซีพี/ไอพี )

     พัฒนาการของอินเทอร์เน็ต

        ปี พ.ศ. 2500 (1957) โซเวียดได้ปล่อยดาวเทียม Sputnik ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้น ค.ศ. 2512 (1969) กองทัพสหรัฐต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางการทหาร และความเป็นไปได้ในการถูกโจมตี ด้วยอาวุธปรมาณู หรือนิวเคลียร์ การถูกทำลายล้าง ศูนย์คอมพิวเตอร์ และระบบการสื่อสารข้อมูล อาจทำให้เกิดปัญหาทางการรบ และในยุคนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีหลากหลายมากมายหลายแบบ ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และโปรแกรมกันได้ จึงมีแนวความคิด ในการวิจัยระบบที่สามารถ
เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ และแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างระบบที่แตกต่างกันได้ ตลอดจนสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างกัน ได้อย่างไม่ผิดพลาด แม้ว่าคอมพิวเตอร์บางเครื่อง หรือสายรับส่งสัญญาณ เสียหายหรือถูกทำลาย กระทรวงกลาโหมอเมริกัน (DoD = Department of Defense) ได้ให้ทุนที่มีชื่อว่า DARPA (Defense Advanced Research Project Agency) ภายใต้การควบคุมของ Dr. J.C.R. Licklider ได้ทำการทดลอง ระบบเครือข่ายที่มีชื่อว่า DARPA Network และต่อมาได้กลายสภาพเป็น ARPANet (Advanced Research Projects Agency Network) และต่อมาได้พัฒนาเป็น INTERNET ในที่สุด

 1อินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ

– อินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet (Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense – DoD)
ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ARPA ได้ถูกก่อตั้งและได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา
ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) ARPA ได้รับทุนสนันสนุน จากหลายฝ่าย ซึ่งหนึ่งในผู้สนับสนุนก็คือ Edward Kenedy และเปลี่ยนชื่อจาก ARPA เป็น DARPA(Defense Advanced Research Projects Agency) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง และในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นี้เองที่ได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิด จาก 4 แห่งเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ให้แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency – ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน Internet มีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในInternet, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับ Internet ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัคร ทั้งสิ้น
ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตุได้ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่อง และสื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง
– การกำหนดชื่อโดเมน (Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เพื่อสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บ http://www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ที่ http://www.thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด เป็นต้น
– DARPA ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบ internet เรื่อยมาจนถึง
ค.ศ.1980 (พ.ศ.2533)และให้ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation – NSF) เข้ามาดูแลแทนร่วม กับอีกหลาน่วย                                                                                             
อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

– พ.ศ. 2530 ประเทศไทยได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายเตอร์เน็ตครั้งแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลีย แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เนื่องจากการส่งข้อมูลล่าช้า
– พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectect) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมือกันเช่าสายโทรศัพท์เพื่อต่อพ่วงคอมพิวเตอร์แต่ละสถาบันเข้าด้วยกัน โดยเรียกเครือข่ายสมัยนั้นว่า                                                                                                                     “เครือข่ายไทยสาร
– พ.ศ. 2537 เครือข่ายไทยสารเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีหน่วยงานต่างๆของราชการเข้ามาเชื่อมต่อในเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ และต่อมาทางหน่วยงานเอกชนมีความต้องการใช้บริการมากขึ้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่บิษัทต่างๆ หรือบุคคลทั่วไปที่สนใจ โดยเรียกบริษัทเอกชนที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ว่า ISP (Internet Service Provider)                          
ใความเป็นจริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ internet และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ต่าง ๆ ผู้ติดสินว่าสิ่งไหนดี มาตรฐานไหนจะได้รับการยอมรับ คือ ผู้ใช้ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่ได้ทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้น และจะใช้ต่อไปหรือไม่เท่านั้น ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain name ก็จะต้องยึดตามนั้นต่อไป เพราะ Internet เป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงระบบพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

                                2.การทำงานของอินเทอร์เน็ต                                                                  

การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อกำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)

เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมีหมายเลขประจำเครื่อง ที่เรียกว่า IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไม่เกิน 256 คือ ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เท่านั้น เช่น IP address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบันราชภัฎสวนดุสิต คือ 203.183.233.6 ซึ่ง IP Address ชุดนี้จะใช้เป็นที่อยู่เพื่อติดต่อกับเครื่องพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย

3.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

สปริง เน้นตลาดแอพฯข้ามแพลตฟอร์ม รองรับการใช้งานทุกระบบปฏิบัติการ หวังเป็นกรุ๊ปแชตที่ดีที่สุด

นายสุชิน รัตนศิริวิไล ประธานบริษัท สปริง เทเลคอม เปิดเผยว่า โทรศัพท์มือถือรุ่น สมายด์ ของสปริง ได้รับการยอมรับทั้งตัวเครื่องและแอพพลิเคชั่นที่ทันสมัย มีผู้ใช้จำนวนมากดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ไปใช้งานจากหลากหลายอุปกรณ์

ดังนั้น สปริงจะเป็นบริษัทคนไทยที่ผลิตแอพพลิเคชั่นร่วมทำงานกับฮาร์ดแวร์ของทุกค่าย และเชื่อมต่อกับทุกผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต โดยจะเน้นการเป็นกรุ๊ปแชตที่ดีที่สุด หรือ  A Better Group Messenger ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

นโยบายของสปริงต่อการพัฒนาแอพ พลิเคชั่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะต้องเป็นโปรแกรมที่เชื่อมการทำงานทุกแพลตฟอร์ม ทุกคนสามารถคุยกันได้ผ่านเครือข่ายโดยไม่มีขีดจำกัด การหาเพื่อนใหม่จะง่ายดาย เชื่อมต่อกับทุกโซเชียลมีเดีย  โดยคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงดึงภาคธุรกิจการค้ามาให้สิทธิประโยชน์กับผู้ใช้โปรแกรม โดยเน้นความต้องการของผู้ใช้เป็นหลัก

นายยุคลอาจ ชาญพานิชกิจการ รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท สปริง เทเลคอม เปิดเผยว่า ในปัจจุบันผู้ใช้แอพพลิเคชั่นสปริง โดยเฉลี่ยจะใช้งานประมาณวันละ
8 ชั่วโมง โดยมีกลุ่มกิจกรรมที่มีการใช้งานในแต่ละวันกว่า 2,000 กลุ่ม ทำให้การทำธุรกรรมผ่านสปริง มีมากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวัน หากสปริงเปิดการทำงานในทุกระบบปฏิบัติการ ทั้งแอนดรอยด์  ไอโอเอส  บีบี ไอแพด วินโดว์สโมบาย รวมถึงการทำงานผ่านเว็บในคอมพิวเตอร์ปกติ ที่จะทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีแต่โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ก็จะทำให้การใช้งานของสปริงเพิ่มมากขึ้น

ซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ จะเปลี่ยนแปลงหน้าตาการตอบโต้ หรือยูสเซอร์ อินเตอร์เฟซ แบบใหม่ ใช้งานง่ายกว่าเดิม จุดเด่นอยู่ที่กรุ๊ปแชต รองรับสมาชิกภายในกลุ่มและยังเลือกกลุ่มได้หลากหลาย  ไม่.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องดื่มและการบริการ

ชนิดของของเครื่องดื่ม

ในปัจจุบันเครื่องดื่มที่ผลิตและจำหน่ายอยู่โดยทั่วไปมีมากมายหลายชนิดและอาจเป็นอันตรายต่อร่ากาย  ดังนั้นผู้ผลิตควรเลือกผลิตเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

1.1   น้ำดื่ม   เป็นน้ำสะอาดตามที่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกกำหนดซึ่งในปัจจุบันน้ำดื่มที่เรานำมาใช้บริโภคมีทั้งน้ำปะปาที่ผ่านการกรองแล้วมาต้มสุก

และแบบบรรจุขวดที่มีจำหน่ายทั่วไป

1.2  น้ำแร่    เป็นน้ำที่เกิดจากแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีแร่ธาตุบางชนิดผสมอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

1.3 โซดา     เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ชนิดอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์  สำหรับใช้ดื่มในบางโอกาสเพื่อให้มีรสซ่า  ชวนดื่ม

1.4  น้ำหวานผสมสี   เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ประกอบละลายน้ำ   มีการแต่งสี  กลิ่น  รสและใส่สารกันเสีย    ก่อนดื่มต้องเติมน้ำให้เจือจาง

1.5  น้ำหวานอัดแก๊ส  น้ำอัดลม   เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากน้ำหวานมีการแต่งสี  กลิ่น   รส  เติมกรด  ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

1.6 น้ำผักและผลไม้   เป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นและรสชาติของผักและผลไม้  เครื่องดื่มธรรมชาติเพื่อสุขภาพ

1.7  พั้นช์     เป็นน้ำผลไม้ปรุงแต่งที่ทำมาจากผลไม้หลายชนิดเพื่อให้มีกลิ่นสีและรสชาติที่แตกต่างกันไป

1.8 ชา   เป็นเครื่องดื่มที่มีทั้งแบบผงและแบบใบแห้งบรรจุซอง และปรุงแต่งรสชาติโดยการเติมนมเข้นหวานหรือครีม

1.9  กาแฟ   เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากเมล็ดกาแฟที่มีฤทธิ์กดประสาท    ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตัว ซึ้งจะเสิร์ฟพร้อมกับน้ำตาล เพื่อให้ปรุงรสชาติตามที่ต้องการ

1.10  โกโก้  เป็นเครื่ดื่มที่ทำมาจากเมล็ดโกโก้   ซึ้งสามารถปรุงด้วยน้ำตาลครีม  และนมเข้นหวาน  เพื่อให้ได้รสชาติตามต้องการ

1.11  นมปรุงแต่งและนมเปรี้ยว   นมปรุงแต่งเป็นนมผงที่ทำมาจากนมวัวปรุงแต่งด้วยสี  กลิ่น  รส   ส่วนนมเปรี้ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมซึ้งหัมกด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย

มักปรุงแต่งรส  และเติมน้ำตาลซูโครส

1.12  น้ำนมจากพืช   เป็นนมที่สกัดจากเมล็ดพืช   ซึ้งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  เช่น   นมถั่วเหลือง  นมข้าวโพด  นมข้าว  นมอัลมอนด์    เป็นต้น

 

หลักการเลือกบริโภคเครื่องดื่ม

โดยยึดหลักปฏิบัติ  ดังนี้

1. เลือกดื่มเครื่องดื่มที่สะอาดและได้มาตฐาน

2.เลือกเครื่องดื่มที่มีประโยชน์

3.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาท

4.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

การประกอบเครื่องดื่ม 

การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ  เครื่องใช้   วัตถุดิบ

1.การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ    เครื่องใช้  

1.1เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการใช้งาน

1.2 ทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้ให้สะอาด

1.3 ไม่ควรใช้เขียงเดียวกันที่หั่นเนื้อมาหั่นผักและผลไม้ที่นำมาทำเครื่องดื่มเพราะจะทำให้ผักและผลไม้มีกลิ่นคาว

1.4 ควรใช้หม้อเคลือบต้มเครื่องดื่ม

การเตรียมวัตถุดิบ

 ในการประกอบเครื่องดื่ม  ซึ่งจะต้องเตรียมวัตถุดิบ     ดังนี้

1.การเตรียมผักผลไม้

1.1เลือกผลไม้ที่สุกพอดีไม่สุกงอมเกินไป

1.2ทำความสะอาดผักและผลไม้โดยการล้างผักและผลไม้ให้สะอาด       มีดังนี้

–     ถ้าเป็นผลไม้ควรปอกเปลือกก่อนเพื่อป้องกันยาฆ่าแมลงลงไปผสมกับน้ำผลไม้

–     ล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อกนานประมาณ  2    นาที  เพื่อล้างยาฆ่าแมลงและสิ่งตกค้างจากผักผลไม้

–     แช่ในน้ำเกลือหรือด่างทับทิมประมาณ   15-20  นาที

–      ล้างด้วยน้ำอีกครั้ง  เพื่อลดปริมาณสารพิษตกค้างในผักผลไม้

–       นำขึ้นจากน้ำ  และทิ้งไว้ให้สะเด็ด

การเตรียมน้ำ

     น้ำที่ใช้ในการนำมาผสมในเครื่องดื่มไม่ควรใช้น้ำปะปาจากก๊อกโดยตรง เนื่องจากมีรสฝาดและในน้ำปะปาจะมีคลอรีนผสมอยู่ ทำให้เม่อนำมาใช้ผสมเครื่องดื่มแล้ว 

จะทำให้รสชาติของเครื่องดื่มเปลื่ยนไป  เราจึงควรใช้น้ำที่กรองที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยการต้มสุกและทิ้งไว้ให้เย็น    มาผสมในเครื่องดื่มเพื่อที่รสชาติของเครื่องดื่มจะได้ไม่เปลื่ยนไป

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ  ด.ญ.มลฤดี          นามสกุล   สุทธิวรรณา

ชื่อเล่น  ข้าวแป้ง    เรียกสั้นๆว่่า  แป้ง

เกิดวันที่ 24 เดือน กันยายน พ.ศ.2540  ตอนนี้อายุ  13 ปี

เรียนอยู่โรงเรียน ทุ่งคาวิทยา   ชั้น มัธยมศึกษาปีที่  2

ภูมิลำเนา  25  หมู่  2  ตำบล แม่สุก  อำเภอ แจ้ห่ม จังหวัด ลำปาง 52120

ชอบเรียนวิชา วิทยาศาสตร์และอังกฤษ

กีฬาที่ชอบ ฟุตบอล

สีที่ชอบ สีม่วง สีน้ำเงิน

สัตว์ที่ชอบ สุนัข

งานอดิเรก อ่านหนังสื่อ

ตุ๊กตา stitch มิกกี้เมา์ืืืืืืื์ื์์์์์์์์ส์ อุนตร้าแมน

อาหารที่ชอบ ส้มตำ ยำวุ้นเส้น ข้าวต้มปลาหมึก

สมุดเยี่ยม

กรุณาฝากข้อความ คำติชม  หรือร่วมแสดงความคิดเห็น ได้เลยนะค่ะ…

วิทยุออนไลน์

ฟังวิทยุออนไลน์ได้ที่นี้….

คุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน

คุณธรรม (Moral ) คุณธรรม คือ คุณ + ธรรมะ คุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ ก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อตนเองและ สังคม ซึ่งรวมสรุปว่าคือ สภาพคุณงาม ความดี คุณธรรม คือ ความดีงามในจิตใจที่ทำให้บุคคลประพฤติดี ผู้มีคุณธรรมเป็นผู้มีความเคยชินในการประพฤติดีด้วยความรู้สึกในทางดีงาม คุณธรรมเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกิเลสซึ่งเป็นความไม่ดีในจิตใจ ผู้มีคุณธรรมจึงเป็นผู้ที่ไม่มาก ด้วยกิเลสซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดี คุณธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อกล่าวถึงคุณธรรมโดยทั่วไปจะระบุชื่อคุณธรรมว่าความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวังดี ความซื่อสัตย์สุจริต ความเห็นอกเห็นใจ ความจริงใจ ความยุติธรรม ความเที่ยงตรง ความเสียสละ ความสามัคคี ความอดทน ความอดกลั้น ความขยัน การให้อภัย ความเกรงใจและอื่น ๆ การฝึกฝน และปฏิบัติตนให้มีคุณธรรม ไม่จำเป็นต้องพะวงในการเรียกชื่อคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนสามารถยึดถือปฏิบัติได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของลัทธิใด การฝึกฝนคุณธรรมควรฝึกตาม ความต้องการและสภาพแวดล้อม ประเทศไทยในสมัยปัจจุบันกำลังมุ่งปลูกผังคุณธรรมสำหรับประชาชน ๔ ประการ เพื่อความร่มเย็นของชาติบ้านเมืองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้ ๑. การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ๒. การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น ๓. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยประการใด ๔. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมตามแนวคิดของอริสโตเติล อริสโตเติลนักปราชญ์ชาวกรีก ได้ให้แนวทางของคุณธรรมหลัก ๆ ไว้ ๔ ประการ คือ ๑. ความรอบคอบ คือ รู้ว่าอะไรควรประพฤติปฏิบัติ อะไรไม่ควรประพฤติปฏิบัติ ๒. ความกล้าหาญ คือ ความกล้าเผชิญต่อความเป็นจริง ๓. การรู้จักประมาณ คือ รู้จักควบคุมความต้องการและการกระทำให้เหมาะสมกับสภาพและฐานะของตน ๔. ความยุติธรรม คือ การให้แก่ทุกคนตามความเหมาะสม การพัฒนาบุคคลด้วยคุณธรรมต้องฝึกฝนให้มีความรู้สึกตระหนักว่าอะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรไม่ดี และปฏิบัติแต่ในทางที่ถูกที่ควรให้เป็นปกติวิสัย การพัฒนาในสิ่งดังกล่าวควรใช้สิ่งโน้มนำให้มีคุณธรรมสูง มีความระลึกได้ว่าอะไรไม่ควร และความรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผู้หวังความสงบสุขความเจริญและความมั่นคงแก่ตนเองและประเทศชาติ ต้องฝึกฝนตนเองให้มีคุณธรรม คุณธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากสำหรับบุคลากรที่พึงประสงค์ขององค์การ องค์การควรให้การส่งเสริมสนับสนุนและชักจูงให้บุคลากรขององค์การสนใจคุณธรรมและพร้อมปฏิบัติกับชีวิตการทำงานของตนเอง จริยธรรม คำว่า จริยธรรม แยกออกเป็น จริย + ธรรม คำว่า ?จริยะ? หมายถึง ความประพฤติหรือกิริยา ที่ควรประพฤติ ส่วนคำว่า ?ธรรม? มีความหมายหลายอย่าง เช่น คุณความดี, หลักคำสอนของศาสนา, หลักปฏิบัติ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น ?จริยธรรม? จึงได้ความหมายตามตัวอักษรว่า หลักแห่ง ความประพฤติ หรือ แนวทางการประพฤติ? (พระเมธีธรรมาภรณ์, 2534:74) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้คำนิยามว่า จริยธรรม คือ ธรรมที่เป็นข้อ ประพฤติ ปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม ผลการสัมมนาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เรื่อง จริยธรรมในสังคม ไทยปัจจุบัน ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ปทุมธานี เมื่อ พ.ศ. 2522 ได้สรุปนิยามไว้ว่า จริยธรรม คือแนวทางประพฤติปฏิบัติตนเพื่อการบรรลุถึงสภาพชีวิตอันทรงคุณค่าพึงประสงค์ วิทย์ วิศทเวทย์ และ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ให้คำนิยามว่า จริยธรรม หมายถึง หลักคำสอน ว่าด้วย ความประพฤติเป็นหลักสำหรับให้บุคคลยึดถือในการปฏิบัติตน (วิทย์ วิศทเวทย์ และเสฐียรพงษ์ วรรณปก, 2530:2) ประภาศรี สีหอำไพ (2535:24) ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่า จริยธรรม หมายถึงหลัก ความประพฤติที่อบรมกิริยาและปลูกฝังลักษณะนิสัยให้อยู่ในครรลองของคุณธรรมหรือศีลธรรม คุณค่า ทางจริยธรรมชี้ให้ เห็นความเจริญงอกงามในการดำรงชีวิตอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมของ บุคคลที่มีลักษณะทางจิตใจ ที่ดีงามอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โน้มนำให้บุคคลมุ่งกระทำความดี ละเว้น ความชั่ว มีแนวทางความประพฤติอยู่ในเรื่องของความดี ความถูกต้อง ควรในการประพฤติตนเพื่อ อยู่ในสังคมได้อย่างสงบเรียบร้อยและ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มีคุณธรรมและมโนธรรมที่จะสร้าง ความสัมพันธ์อันดี โดยมีสำนึกที่จะใช้สิทธิและหน้าที่ของตนตามค่านิยมที่พึงประสงค์น้อย พงษ์สนิท (2526:181) ให้ความหมายของคำว่า ?จริยธรรม? ไว้ว่า จริยธรรม คือหลักความดีอัน ควรประพฤติปฏิบัติ โดยนัยนี้จริยธรรมจึงเป็นผลได้มาจากหลาย ๆ ทาง เช่น ประเพณีวัฒนธรรม กฎหมาย เป็นต้น จริยธรรมจึงเป็นบรรทัดฐานของความประพฤติหลายประการ หนึ่งในบรรดาบรรทัดฐานของ ความประพฤติทั้งหลาย เป็นสิ่งกำหนดว่าอะไรควรประพฤติปฏิบัติ อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ว่า ถ้าเช่นนั้น จริยธรรมแตกต่างจากค่านิยม กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ อย่างไร ? เพราะสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นตัวกำหนดว่า อะไรควรประพฤติปฏิบัติเช่นกัน จึงขอกล่าวเพิ่มเติมว่า จริยธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ควรนำไปประพฤติเพื่อให้เกิดความดีงาม มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่คุณความดี ส่วนค่านิยมนั้นเป็นเพียงสิ่งที่คนนิยมปฏิบัติกัน จริยธรรม คือแนวทางของการประพฤติหรือข้อปฏิบัติตนเป็นคนดีเพื่อประโยชน์สุข ของตนเอง และส่วนรวม ข้อปฏิบัติเหล่านั้นมาจากขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา และปรัชญา จริยธรรมเป็นข้อปฏิบัติที่ชักจูงให้คนทำตามโดยไม่ต้องตั้งคำถามหาเหตุผลว่าทำไมต้องทำ ทั้งนี้เพราะจริยศาสตร์ได้ให้เหตุผลสนับสนุนข้อปฏิบัติอยู่แล้ว หาได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องก่อให้เกิด คุณความดีในสังคมไม่ อนึ่งกฎหมายและระเบียบข้อบังคับนั้น เป็นสิ่ง ที่บังคับให้บุคคลกระทำ โดยทั่วไปจริยธรรมมักอิงอยู่กับศาสนา ทั้งนี้เพราะคำสอนทางศาสนามีส่วนสร้าง ระบบจริยธรรมให้สังคม ดังคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า จริยธรรมของสังคมไทยขึ้นอยู่กับระบบศีลธรรมของพุทธศาสนา ศาสนาพุทธกำหนดหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันไว้อย่างไร นั่น หมายความว่าได้กำหนดหลักจริยธรรมไว้ให้ปฏิบัติอย่างนั้น (อ้างใน สุริยา จารยะพันธุ์, 2527:13) แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจริยธรรม อิงอยู่กับหลักคำสอนทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แท้ที่จริงนั้น จริยธรรมยังหยั่งรากอยู่บนขนบธรรมเนียม ประเพณี โดยนัยนี้ บางท่านเรียกหลักแห่งความประพฤติอันเนื่องมาจากคำสอนทางศาสนาว่า ?ศีลธรรม? และเรียกหลักแห่งความประพฤติอันพัฒนามาจากแหล่งอื่น ๆ ว่า จริยธรรม ศีลธรรมกับ จริยธรรม จึงเป็นอันเดียวกันในทรรศนะของนักวิชาการกลุ่มนี้ ความแตกต่างอยู่ตรงแหล่งที่มา ถ้าแหล่งที่มาแห่ง ความประพฤตินั้น มาจากศาสนาหรือเป็นข้อบัญญัติของศาสนานั่นเป็น ?ศีลธรรม? แต่ถ้าเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ไม่เกี่ยวกับศาสนา คืออาจเป็นคำสอนของนักปรัชญาก็ได้ นั่นเป็น ?จริยธรรม? นักวิชาการกลุ่มนี้พยายามสร้าง จริยธรรมสากล ซึ่งจะเป็นหลักปฏิบัติดำเนินชีวิตของทุกคน โดย ไม่จำกัดว่าเขานับถือศาสนาใด ทั้งยังพยายามบอกว่า คำว่าจริยธรรมเป็นศัพท์บัญญัติ มีความหมายตรง กับคำภาษาอังกฤษว่า Ethics, Ethicality,

Ethical Rules ส่วนคำว่า ศีลธรรม เป็นศัพท์บัญญัติที่ตรงกับ ภาษาอังกฤษว่า Morals, Morality
เป็นที่น่าสังเกตว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ใส่วงเล็บคำว่า Ethics หลังคำว่า จริยศาสตร์ (จริยศาสตร์ (Ethics)) และใส่วงเล็บคำว่า Moral Education หลังคำว่า จริยศึกษา (จริยศึกษา Moral Education) แต่ไม่มีการใส่วงเล็บคำภาษาอังกฤษหลังคำว่า จริยธรรม อันแสดงถึง ความไม่แน่ใจว่า คำนี้ ตรงกับคำใดในภาษาอังกฤษ เมื่อไม่มีการกำหนดให้แน่นอนลงไป บางท่าน จึงใช้คำว่า จริยธรรม ให้หมายถึง Morality เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ถึงกับกล่าวว่า จริยธรรมก็คือศีลธรรม ซึ่งตรงกับ Morality นั่นเอง
พระเมธีธรรมาภรณ์ (2534:77) เสนอทรรศนะว่า จริยธรรมไม่แยกเด็ดขาดจากศีลธรรม แต่ก็มี ความหมายกว้างกว่าศีลธรรม ศีลธรรมเป็นหลักคำสอนศาสนาที่ว่าด้วยความประพฤติชอบ อันวางรากฐานอยู่บนหลักคำสอนของศาสนาปรัชญาและขนบธรรมเนียมประเพณี จริยธรรมจึงเป็น ระบบอันมีศีลธรรม เป็นส่วนประกอบสำคัญ
ระบบจริยธรรมนั้น ประกอบด้วย
1. ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ ของมนุษย์มีส่วนกำหนดโครงสร้างของจริยธรรม เช่น ถ้ามีความเชื่อว่ามนุษย์เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ระบบจริยธรรมจะเป็นไปในลักษณะห้ามมนุษย์เอาเปรียบกัน ถ้ามีความเชื่อว่ามนุษย์มีธาตุแห่งความเป็น พุทธะซ่อนอยู่ ระบบจริยธรรมจะส่งเสริมให้พัฒนาศักยภาพนั้นเพื่อความเป็นพุทธะเบ่งบานเต็มที่

2. ความเชื่อเกี่ยวกับอุดมคติหรือความดีสูงสุด ให้ความหมายหรือความสมเหตุ สมผลแก่ระบบจริยธรรม เช่น ชาวพุทธฝ่ายมหายานบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะเชื่อว่าวิถีชีวิต เช่นนั้น ช่วยให้ตนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในกรณีนี้ ความเป็นพระพุทธเจ้าจึงเป็นอุดมคติของเขา

3. ระเบียบปฏิบัติหรือแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต ที่ชี้แนะว่าอะไรควรทำอะไร ไม่ควรทำ ทั้งนี้เพื่อพาชีวิตไปสู่จุดหมายสูงสุดหรืออุดมคติ คนส่วนมากมักคิดกันว่า แนวทางแห่ง การประพฤติปฏิบัตินี้เท่านั้นเป็นจริยธรรม ที่แท้จริงจริยธรรมยังประกอบด้วยสิ่งที่กล่าวในข้อ 1 ข้อ 2 และ ข้อ 4

4. เหตุจูงใจให้คนปฏิบัติดีและเลิกละการปฏิบัติผิด เหตุจูงใจที่ทำให้คนดำเนิน ตามหลักจริยธรรมหรือกฎศีลธรรม มี 3 ประการ คือ

4.1 ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นเหตุจูงใจให้คนทำดีมีจริยธรรม เพราะถ้าไร้ จริยธรรม สังคมอาจตำหนิหรือคว่ำบาตร กฎหมายอาจลงโทษ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน คนเราจึงมีจริยธรรม ทั้งนี้เพราะเล็งเห็นผลตอบแทนในชาตินี้หรือหวังสวรรค์ในชาติหน้า
4.2 ความเคารพกฎกติกาจนเป็นนิสัย ทำให้คนอยู่ในระเบียบวินัย และดำเนิน ตามหลักจริยธรรม คนเราถูกฝึกตั้งแต่เล็กให้เชื่อฟังกฎกติกา เรารักษาสัญญาเพราะเราเห็นว่าสัญญาต้อง เป็นสัญญา ชาวคริสต์มีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าจึงปฏิบัติตามพระบัญญัติ ชาวพุทธมีศรัทธาในพระพุทธ เจ้าจึงรักษาศีล
4.3 ความมีน้ำใจต่อผู้อื่น อันรวมถึงความรักเคารพผู้อื่น ทำให้คนเรารักษา คำมั่นสัญญา หรือละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น ข้อนี้เองสามารถกล่าวได้ว่า คนดีเพราะมีคุณธรรมประจำใจ

บางครั้งมีผู้แย้งว่า จริยธรรมหรือศีลธรรมมุ่งควบคุมความประพฤติทางกายและวาจา ไม่รวมไปถึงทางใจ ศีลธรรมไม่ใช่ศีลและธรรม แต่เป็นธรรมขั้นศีล หมายถึง ความสำรวมกาย วาจาให้เรียบร้อย โดยนัยนี้ จริยธรรมทั่วไปจึงมีความหมายแคบกว่าพุทธจริยธรรม ดังที่พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (2529:12-14) กล่าวว่า
คำว่า จริยะ จริยา ตลอดจนจริยธรรม มีความหมายกว้างกว่า นั้น คือหมายถึงการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ การยังชีวิตให้เป็นไป การครองชีวิต การใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกแง่ ทุกด้าน ทุกระดับ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ… จริยธรรมที่จะพูดต่อไป ขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่า จะใช้ในความหมายที่กว้างอย่างนี้ แม้แต่ การปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิ บำเพ็ญสมถะ เจริญวิปัสสนา ก็รวมอยู่ใน คำว่า จริยธรรมพุทธจริยธรรมตามแนวที่พระราชวรมุนีแสดงไว้นั้น สอดคล้องกับหลักจริยธรรม ที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ                                                                                                            การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม
การชำระจิตใจของตนให้ผ่องใส นั่นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระพุทธพจน์นี้แสดงว่า หลักจริยธรรมในพระพุทธศาสนามิได้สอนเพียงให้หยุด ทำชั่วและให้ทำ ความดีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสอีกด้วย

ทักษะเพื่อการทำงาน

คือความชัดเจน
คือความชำนิชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ซึ่งบุคคลสามารถสร้างขึ้นได้จากการเรียนรู้
เช่น ทักษะการอาชีพ การกีฬา
การทำงานร่วมกับผู้อื่น การอ่าน
การสอน การจัดการ
ทักษะทางคณิตศาสตร์
ทักษะทางภาษา
ทักษะทางการใช้เทคโนโลยี  เป็นต้น

10 ทักษะในการทำงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

1. ทักษะการจัดสรรงบประมาณ
ผู้ที่สามารถจัดการบริหารเงิน สามารถตัดสินใจทางธุรกรรมการเงินได้ดีและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นตัวเลข
2. ทักษะในการควบคุมดูแล
ผู้ที่สามารถโต้ตอบได้กับทั้งผู้อาวุโสกว่า ผู้อาวุโสน้อยกว่าและบุคคลระดับเดียวกันได้ สามารถออกคำสั่งและชี้แจงได้อย่างชัดเจน มีทักษะการฟังที่ดี ให้ความเคารพและรับการยอมรับนับถือจากผู้อื่น
3. ทักษะการประชาสัมพันธ์
หลายๆ บริษัทยังขาดผู้ที่สามารถพูดต่อหน้าคนจำนวนมากและสามารถเขียนได้ดี
4. ทักษะการบริหารเวลา
ผู้ที่สามารถทำงานได้ทันกำหนด รับมือกับความเครียดได้ จะเป็นทรัพยากรสำคัญให้แก่บริษัทนั้น
5. ทักษะในการต่อรอง
ผู้ที่สามารถแก้ปัญหาได้ดี มีความมั่นคงแน่วแน่และมีจุดมุ่งหมาย
6. ทักษะการพูด
ผู้ที่สามารถพูดได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งกับบุคคลและกลุ่มคน ทั้งยังสามารถฟังและแสดงความเห็น ความคิดสร้างสรรค์ได้
7. ทักษะการเขียน
สามารถเขียนรายงาน จดบันทึก จดหมาย และเรียงความโดยใช้ภาษาที่เรียบง่าย
8. ทักษะองค์กรและการจัดการ
ผู้ที่สามารถระบุปัญหาได้อย่างชัดเจน ประเมินสาเหตุต่างๆ พร้อมทั้งแสดงความเห็นและหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. ทักษะการสัมภาษณ์
ผู้ที่มีความสามารถในการหาข้อมูลและสามารถตัดสินใจได้ดีจะสามารถช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จได้ การแสดงความสามารถในการถามคำถามระหว่างการสัมภาษณ์และสามารถประเมินคำตอบอย่างฉลาดเป็นสิ่งที่จะสร้างความประทับใจให้กับนายจ้างได้
10. ทักษะการสอน
คนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ พัฒนาทักษะให้กับผู้อื่นและสามารถจูงใจคน จะเป็นที่ต้องการมาก

Hello world!

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can alway preview any post or edit you before you share it to the world.